สถิติผู้ชมเว็บไซต์




เข้าระบบสมาชิก





admin 24 ส.ค. 2558 16:11 IP Address:110.xx.xx


Email:orchapron.aoy@gmail.com


การปลูกฝรั่ง เนื้อแน่น หวานกรอบ



การปลูกฝรั่ง
ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้น สูง 3-10 เมตร ต้นเกลี้ยงมัน เปลือกต้นเรียบ ใบเดี่ยว กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ยอดอ่อนมีขนสั้นๆ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 3-8 ซม. ยาว 6-14 ซม. ดอก เดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลเป็นผลสด ผลดิบสีเขียว กินได้ เมื่อสุกเป็นสีเหลือง
ฝรั่งนิยมบริโภคฝรั่งแก่จัดแต่ยังไม่สุก และนำไปแปรรูป เช่นทำเป็นฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย นอกจากนั้น ฝรั่งยังมีฤทธิ์เป็นยาสมุนไพร ใบฝรั่งใช้ดับกลิ่นปาก น้ำต้มใบฝรั่งสด มีฤทธิ์ทางด้านป้องกันลำไส้อักเสบ ท้องเสีย ใช้ทาแก้ผื่นคัน พุพองได้ น้ำต้มผลฝรั่งตากแห้ง มีฤทธิ์แก้คออักเสบ เสียงแห้ง ชาวอินเดียใช้ใบรักษาแผลและแก้ปวดฟัน ในฟิลิปปินส์ใช้ใบแก้เหงือกบวมและท้องเดิน เปลือกต้นฝรั่งใช้ทำสีย้อมผ้า
โ€ขพันธุ์กินสด เป็นพันธุ์ที่นิยมรับประทานผลสด เช่น ฝรั่งขี้นก ส่วนใหญ่เนื้อสีขาว พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นการค้าได้แก่
- ฝรั่งเวียดนาม - ลูกใหญ่กว่าฝรั่งพื้นบ้าน ถึง 2 - 3 เท่า
- ฝรั่งกิมจู - เป็นฝรั่งไร้เมล็ด สีนวลสวย รสหวานกลมกล่อม กรอบ
- ฝรั่งกลมสาลี่- เป็นพันธ์แรกๆที่นิยมปลูกกันมาก ต่อมามีพันธ์แป้นสีทองเข้ามา จึงปลูกน้อยลงเรื่อยๆ
- ฝรั่งแป้นสีทอง- ปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ผลเมื่อโตเต็มที่จะขาว ฟู กรอบ เริ่มแรกปลูกที่อำเภอสามพราน ภายหลังได้แพร่กระจายไปทั่ว
- ฝรั่งไร้เมล็ด - ลักษณะลูกยาวๆ ไม่มีเมล็ด รสชาติด้อยกว่าฝรั่งแป้นสีทอง และกิมจู
โ€ขพันธุ์แปรรูป เป็นพันธุ์ที่ใช้คั้นทำน้ำฝรั่ง เนื้อฉ่ำน้ำ สีชมพู
ขั้นตอนและเทคนิควิธีในการปลูกฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองและพันธุ์กิมจู

1.เทคนิคการคัดเลือกกิ่งพันธุ์ฝรั่งเพื่อนำมาปลูก
- ลำต้นตรง
- ความสูงของกิ่งพันธุ์นั้นต้องสูงประมาณ 1.5 โ€“ 2 ฟุตเท่านั้นหากสูงกว่านี้จะถือว่าเป็นกิ่งพันธุ์ที่แก่จัดจนเกินไป ไม่เหมาะในการนำมาปลูก
- ตอนที่ซื้อกิ่งพันธุ์นั้น ต้องถอดถุงดำออกเพื่อดูสีของรากด้วยถ้ารากกิ่งพันธุ์นั้นออกมาชนถุง และมีสีออกแดงดำ แสดงว่าเป็นกิ่งพันธุ์ที่แก่จัดไม่เหมาะในการนำมาปลูกเพราะจะทำให้รากหยุดเดินแต่ถ้ารากกิ่งพันธุ์ยังเป็นสีขาวอยู่แสดงว่าเหมาะสมสามารถเลือกมาปลูกได้เลย
2.วิธีการปลูกฝรั่งทั้ง 2 พันธุ์
2.1 เตรียมดินตากแดดไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน
2.2 หลังจากนั้นเริ่มวางความห่างและความถี่ของระยะการปลูก โดยกำหนดให้ระยะห่างต้นต่อต้นอยู่ที่ 3 เมตรและระยะห่างระหว่างร่องทางเดินประมาณ 4 เมตร
2.3 ขุดหลุมปลูกเบี้ยพันธุ์ที่เตรียมไว้โดยให้ขุดหลุมลึกเท่าขนาดของถุงดำที่มากับเบี้ยพันธุ์เท่านั้นพยายามอย่าให้สูงกว่าถุงดำเพราะเมื่อน้ำเซาะระหว่างรดน้ำนั้นจะทำให้เห็นรากและทำให้ต้นตายแห้งได้หรือถ้าขุดหลุมต่ำกว่าขนาดของถุงดำนั้นก็จะทำให้รากฝรั่งมีความร้อนมากเกินไปโดยหลุมปลูกนั้นไม่ต้องใส่ปุ๋ยรองพื้นเลย
2.4 หลังจากปลูกประมาณ 1 เดือนใส่ปุ๋ยขี้วัวหรือปุ๋ยขี้ไก่ เพื่อเป็นอาหารให้กับฝรั่ง ประมาณต้นละ 0.5 กิโลกรัม(ปุ๋ยคอกขี้วัวซื้อมาในราคากระสอบละ 30 บาท) จากนั้นใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ โรยทับอีกครั้ง
2.5 ดูแลรดน้ำวัวเว้นวัน ด้วยระบบสปริงเกอร์กระจายอยู่ทั่วทั้งสวน โดยเปิดสปริงเกอร์ไว้ประมาณ 10 นาทีก็พอ
2.6 เมื่อฝรั่งเริ่มแตกใบและเริ่มมีดอกนั้นให้เด็ดดอกฝรั่งทิ้งทั้งหมดต่อเนื่องกันจนฝรั่งอายุประมาณ 7-8 เดือนเพื่อให้ต้นฝรั่งได้ใช้ประโยชน์จากปุ๋ยอย่างเต็มที่ในการบำรุงให้ลำต้นและใบมีความสมบูรณ์มากที่สุดหากเกิดดอกขึ้นมาแล้วไม่เด็ดทิ้ง ฝรั่งก็จะนำปุ๋ยมาเลี้ยงที่ดอกแทนเหมือนกับพ่อแม่ที่ต้องดูแลให้ลูกอิ่มก่อนเสมอ เพราะฉะนั้นจึงต้องเด็ดดอกทิ้งจนกว่าจะมีอายุที่เหมาะสมในการให้ผลผลิต คือ ประมาณ 8 เดือนขึ้นไปจึงเริ่มเก็บดอกไว้เพื่อรอผลผลิตต่อไป
2.7 เมื่อต้นฝรั่งมีอายุได้ประมาณ 8 เดือนก็จะเริ่มให้ผลผลิตลูกโตขนาดเท่ากับไข่ไก่(สำหรับพันธุ์แป้นสีทอง)ส่วนพันธุ์กิมจูนั้นจะมีขนาดเท่ากับเหรียญห้าบาท จึงเริ่มใช้สารเคมีเพื่อฆ่าแมลง+ฆ่าเพลี้ยแป้ง+เพลี้ยหอยและป้องกันเชื้อราผสมน้ำตามอัตราส่วนแล้วฉีดพ่นป้องกันให้ทั่วทั้งสวน
2.8 หลังฉีดยากันแมลงประมาณ3 วัน จึงเริ่มห่อผล โดยใช้ถุงพลาสติกใสมัดติดกับขั้วผลฝรั่งแล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อทับเพื่อป้องกันแสงแดดสำหรับผลฝรั่งห่อทิ้งไว้จนผลโตเต็มที่
2.9 จากนั้นก็ดูแลรดน้ำวันเว้นวันและให้ปุ๋ยเพื่อเป็นอาหารทางดินกับต้นฝรั่ง โดยใช้ปุ๋ยคอกอัตรา 9.5 กิโลกรัม+ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 0.5 กิโลกรัมรวมเป็น 10 กิโลกรัม/ต้นใส่ครั้งเดียวหลังจากห่อผลประมาณ 7 วัน แล้วก็พอรอเก็บขายเลยแต่ต้องดูแลรดน้ำปกติวันเว้นวันด้วย
2.10 การให้น้ำกับต้นฝรั่งนั้นถ้าเป็นไปได้ควรให้ในเวลาเดิมเป็นประจำทุกวัน เพื่อไม่ให้ต้นไม้เครียด
2.11 หลังจากห่อผลประมาณ 2 โ€“ 3 เดือน ผลฝรั่งจะโตเต็มที่โดยผลหนึ่งนั้นจะมีน้ำหนักประมาณ 8 ขีด ขึ้นไปก็สามารถเก็บขายส่งตลาดได้
3.เทคนิคในการเพิ่มความหวานให้กับฝรั่งหรือผลไม้ทุกชนิด
- ใช้เกลือดิบที่ยังไม่ผ่านการต้ม โรยตามโคนต้นของต้นผลไม้ทุกอย่าง ประมาณ 0.5 กิโลกรัม/ต้น
- ความถี่เหมาะสมประมาณเดือนละ 1 ครั้งใส่ได้ตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บผลเลย จะทำให้ผลไม้มีรสหวานตามธรรมชาติ
- เกลือดิบสามารถซื้อได้ที่ บ้านกุดเรือคำ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนครในราคากระสอบละ 50 บาท
การดูแลรักษา
การให้น้ำ
เริ่มให้น้ำครั้งแรกหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม หลังจากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน เช้า-เย็น จนต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพ หลังจากนั้นอาจทำการให้น้ำน้อยลง ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ และความชุ่มชื้นของดิน ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยเฉพาะในช่วงติดผล แต่ในช่วงติดดอกไม่ควรให้น้ำมากซึ่งในช่วงนี้เพียงแค่ระวังไม่หน้าดินแห้งก็ เพียงพอ
การใส่ปุ๋ย
การใส่ปุ๋ยแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
โ€“ ช่วงปลูกจนถึงออกผลรุ่นแรก ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องดูแลให้ฝรั่งเจริญเติบโตจนถึงให้ผลในรุ่นแรก ซึ่งการใส่ปุ๋ยจะใส่ปุ๋ยเป็นระยะเพื่อให้ต้นฝรั่งสามารถเจริญเติบโตได้ดี โดยอาจใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักผสมกับปุ๋ยเคมีในสูตร 12-12-0 ในอัตราส่วนปุ๋ยคอกต่อปุ๋ยเคมี 10:1 ในอัตรา 0.5 กิโลกรัม/ต้น ประมาณ 1-2 ครั้ง ก่อนการติดดอก
โ€“ ช่วงให้ผลผลิต
ในช่วงที่ให้ผลิตในระยะออกดอกให้ใส่ปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตราเดียวกัน และเมื่อก่อนที่ผลฝรั่งจะห่ามก่อนเก็บผลผลิตประมาณ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 12-12-24 ในอัตราเดียวกัน
โรค และแมลง
โรคที่พบ ได้แก่ โรคราสนิม ทำให้ใบมีสีเหลืองแดงคล้ายสนิมขึ้นเป็นจุดๆ ทำให้ใบแตก ป้องกัน และกำจัดได้โดยฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อรา เช่น มาแนบ ซีแนบ เป็นต้น
แมลงศัตรูที่พบ ได้แก่ แมลงวันทอง และค้างคาว ที่มักเจาะกินเนื้อฝรั่งที่กำลังห่าม ป้องกันได้โดยการห่อผลฝรั่งด้วยกระดาษ









 
 


ชื่อ *    E-mail  

 โชว์ E-mail สู่สาธารณะ     ส่ง E-mail เมื่อมีความเคลื่อนไหว

รหัสยืนยัน   

  


การปลูกฝรั่ง เนื้อแน่น หวานกรอบ